บทที่ 3 “เด็กดี”
มือของฉางซีเย็นเฉียบ แม้ในความมืด นางก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากอีกฝ่าย
เจ้าก้อนพลังงานนี่… คงไม่ใช่…
ไม่น่าใช่…
มารน้อยเมื่อหลายเดือนก่อนยังเป็นเพียงทารก
….แต่มารมีพลังเลี้ยงดูตนเอง ทำให้เติบโตได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
หรือว่า…
จะใช่จริง ๆ
ฉางซีหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตนเอง สติวุ่นวายจนแทบไม่อาจแยกแยะสิ่งใดได้
แต่แล้ว เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ใกล้กว่าเดิมจนเหมือนจะกระซิบอยู่ข้างหู
“เจ้าจะตอบได้หรือยัง …ว่าเจ้าคือผู้ใด”
ฉางซีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกจากอก
หากเขารู้ ว่าข้าคือผู้ที่ผนึกเขาไว้… จากเดิมที่อาจยังไม่ตาย คราวนี้เห็นทีจะได้ตายจริง ๆ
ความคิดแล่นวูบ ก่อนที่นางจะตัดสินใจในเสี้ยวลมหายใจเดียว
“ข้า…”
ฉางซีสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติทั้งหมดที่เหลืออยู่ ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงมั่นคงกว่าที่นางคาดคิด
“ข้าคือมารดาของเจ้า”
ความเงียบเข้าครอบงำในทันที
เงียบเสียจนแม้แต่ลมหายใจของตนเอง ฉางซียังได้ยินชัด
นางรีบเอ่ยต่อ ไม่ปล่อยให้ความเงียบนั้นยืดยาวจนอีกฝ่ายมีโอกาสตั้งคำถาม
“ข้ามารับเจ้ากลับบ้าน”
ถ้อยคำดังกล่าวลอยอยู่กลางความมืด
นิ่งงัน…
ยาวนาน…
ราวกับทั้งเหวอเวจีกำลังหยุดนิ่ง เพื่อประมวลผลคำโกหกอันบ้าบิ่นนี้ไปพร้อมกัน
และในความเงียบนั้นเอง หัวใจของฉางซีก็เต้นแรงยิ่งกว่าเดิม เพราะนางรู้ดี ว่าหากอีกฝ่ายไม่เชื่อ… ผลลัพธ์ของคำโกหกนี้ ก็มีเพียงความตายเท่านั้น
“มารดา… คือสิ่งใด”
จู่ ๆ เสียงจากเจ้าก้อนพลังงานก็ดังขึ้น แฝงความสงสัยบริสุทธิ์ที่ยังไม่ถูกโลกใดแตะต้อง
ฉางซีกะพริบตาหนึ่งที
ดูท่า… คงเป็นมารน้อยตนนั้นจริง ๆ เพิ่งถือกำเนิด จึงได้ไร้เดียงสาเช่นนี้
นางสูดลมหายใจอย่างโล่งอก ความระแวงในใจคลายลงไปหลายส่วน ก่อนจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มารดา คือ ที่เผ่ามนุษย์เรียกว่าแม่ ซึ่งก็คือผู้ให้ชีวิต …คือผู้ที่มีบุญคุณต่อเจ้า” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“ผู้ที่เจ้า ต้องทดแทนบุญคุณนั้น”
“ทดแทนเช่นไร”
ฉางซีคลี่ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นแฝงความเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบังนัก
“เชื่อฟังคำสั่ง”
“ไม่ดื้อ”
“ไม่ซน”
“ไม่เถียง”
“ไม่หวาดระแวง”
เจ้าก้อนพลังงานพยักหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังจดจำทุกคำอย่างตั้งใจ
ฉางซีจึงเอ่ยต่อทันที ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ
“เอาล่ะ เช่นนั้นเชื่อฟังข้า อันดับแรก… เจ้าจงปล่อยข้าก่อน”
ผู้ถูกสั่งให้ปล่อย ค่อย ๆ คลายแรงรั้งออกตามคำพูดของนางอย่างว่าง่าย
ฉางซีลอบยิ้มบาง ๆ ในใจ
เจ้ามารน้อยนี่… ฉลาดน้อยไม่เบา เชื่อคนง่ายสุด ๆ
แต่ก็น่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย
นางยกมือขึ้น ลูบไปยังตำแหน่งที่คาดว่าน่าจะเป็นศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบา
“เด็กดี”
จากนั้นฉางซีก็ลุกขึ้นนั่งช้า ๆ ร่างกายยังอ่อนแรงอยู่บ้าง นางมองไปรอบตัว มีเพียงความมืดมิดหนาทึบ ไม่มีสิ่งใดให้ยึดสายตา
“หากมีแสงสว่างสักหน่อย… ก็คงจะดี”
นางพึมพำเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจ
และในวินาทีนั้นเอง เปลวไฟพลันลุกพรึ่บขึ้น
แสงสว่างอ่อน ๆ ปรากฏจากปลายนิ้วชี้ของเจ้ามารน้อย หรือ เจ้าก้อนพลังงาน ที่นางเข้าใจเมื่อครู่ แสงไฟนั้นไม่ได้ร้อนแรง หากให้ความรู้สึกอบอุ่น แหวกความมืดของเหวอเวจีออกไปทีละน้อย
ทันทีที่ไฟลุก ภาพใบหน้าของมารน้อยผู้นั้นก็ปรากฏชัด
รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคาย รูปงามเหนือคำบรรยาย ราวกับสวรรค์จงใจสรรค์สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ
เขากำลังนอน มือข้างหนึ่งอิงศีรษะ อีกข้างจุดไฟให้แสงสว่าง
แม้แต่ฉางซี ผู้เคยอาศัยอยู่แดนเซียนมา เห็นผู้คนหน้าตาดีมานับไม่ถ้วน ก็ยังไม่เคยพบผู้ใดรูปงามเช่นนี้มาก่อน
ทางด้านมารน้อย ในวินาทีที่แสงไฟสาดส่อง ภาพหญิงเบื้องหน้าก็ปรากฏต่อสายตาเขาเป็นครั้งแรก
ดวงตาของเขานิ่งค้าง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ภาพของนางค่อย ๆ สลักลึกลงในใจอย่างไม่อาจลบเลือน
นางคือสิ่งมีชีวิตแรก…
คือผู้หญิงคนแรก… ที่เขาเคยเห็น
แม้สภาพของนางยามนี้ ชุดบางขาดเปื่อย เปรอะเปื้อนโลหิตทั่วกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยบาดแผล หากผู้ใดพบเห็น คงไม่อาจเรียกว่าได้น่ามอง
ทว่าในสายตาของเขา เค้าความงามของนางกลับปรากฏชัดเจนอย่างประหลาด ราวกับแสงไฟนั้นไม่ได้ส่องเพียงความมืด หากยังส่องลึกเข้าไปถึงบางสิ่งในหัวใจที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ
ความรู้สึกหนึ่งค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามา เงียบงัน อบอุ่น และไม่อาจอธิบายได้
เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่รู้ว่าควรเรียกมันว่าเช่นไร
รู้เพียงว่า… ตั้งแต่วินาทีนั้น ภาพของนาง ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกทั้งใบของเขาไปแล้ว
รอยยิ้มของนางค่อย ๆ คลี่ออกมา ช้า ทว่าอ่อนโยน เสมือนแสงอาทิตย์แรกที่แหวกม่านรัตติกาลอันยาวนาน สาดส่องลงสู่หัวใจที่ไม่เคยรู้จักความอบอุ่นมาก่อนของเขา
มารน้อยผู้นั้นรู้สึกราวกับบางสิ่งในอกสั่นสะเทือนเบา ๆ แต่ชัดเจน เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้แต่ในห้วงความมืดอันยาวนานที่เขาถือกำเนิดมา
